บริการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานเทคโนโลยีสารสนเทศ (IT Infrastructure Development Service)

“โครงสร้างพื้นฐานไอทีที่ดีที่สุด คือระบบที่ทำงานอยู่เบื้องหลังอย่างเงียบเชียบ เพราะเมื่อใดที่มันกลายเป็นข่าว นั่นมักหมายถึงหายนะของธุรกิจ” (Executive Briefing)

ในยุคที่ทุกธุรกิจต้องพึ่งพาดิจิทัลในการขับเคลื่อน (Digital-First Business) โครงสร้างพื้นฐานด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ (IT Infrastructure) เปรียบเสมือน “รากฐานและเสาเข็ม” ของตึกระฟ้า ไม่ว่าคุณจะมีแอปพลิเคชันที่ล้ำสมัยแค่ไหน หรือมีระบบ AI ที่อัจฉริยะเพียงใด หากรากฐานเครือข่าย เซิร์ฟเวอร์ และระบบคลาวด์ของคุณเปราะบาง ไม่รองรับการขยายตัว หรือมีช่องโหว่ด้านความปลอดภัย ทุกอย่างย่อมพังทลายลงได้ในพริบตา

องค์กรจำนวนมากมักสร้างระบบไอทีแบบ “ปะผุ (Ad-hoc)” แก้ปัญหาเฉพาะหน้าไปวันๆ ขาดการวางสถาปัตยกรรมที่มองไปสู่อนาคต ผลที่ตามมาคือระบบกลายเป็นคอขวด (Bottleneck) ที่ขัดขวางการเติบโต ต้นทุนบานปลาย และเกิดช่องโหว่สะสมที่แฮกเกอร์ใช้เป็นช่องทางโจมตี

บริการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ (IT Infrastructure Development Service) ของเรา คือการพลิกโฉมรากฐานดิจิทัลของคุณใหม่ทั้งหมด เราช่วยองค์กรออกแบบ สร้าง และปรับปรุงสถาปัตยกรรมไอทีที่ผสาน “ประสิทธิภาพ (Performance)”, “ความยืดหยุ่น (Scalability)”, และ “ความมั่นคงปลอดภัย (Security by Design)” เข้าไว้ด้วยกัน ตั้งแต่ระดับ Network, Server, Storage ไปจนถึงสถาปัตยกรรม Cloud และ Hybrid Cloud เพื่อให้องค์กรของคุณพร้อมทะยานสู่อนาคตโดยไร้ข้อจำกัด

ยกระดับโครงสร้างพื้นฐานด้วยสถาปัตยกรรมระดับโลก (Global Standards & Best Practices)

เราไม่เชื่อในการออกแบบระบบตามความคุ้นเคย แต่เราสร้างสถาปัตยกรรมที่อ้างอิงจาก Framework ระดับโลก เพื่อให้ผู้บริหารมั่นใจได้ว่าระบบที่ลงทุนไปนั้นได้มาตรฐาน ปลอดภัย และคุ้มค่าสูงสุด:

  • ITIL 4 (IT Infrastructure Library): แนวปฏิบัติที่ดีที่สุดระดับโลกสำหรับการบริหารจัดการบริการไอที เพื่อให้ Infrastructure ตอบสนองต่อความต้องการของธุรกิจอย่างแท้จริง

  • ISO/IEC 27001:2022 (Annex A – Physical & Network Security): ข้อกำหนดมาตรฐานสากลด้านความมั่นคงปลอดภัยสารสนเทศ เพื่อควบคุมเครือข่ายและการเข้าถึงระบบ

  • NIST SP 800-53 Rev. 5 & NIST SP 800-207 (Zero Trust): แนวทางการวางระบบควบคุมความปลอดภัยขั้นสูงสำหรับโครงสร้างพื้นฐาน และสถาปัตยกรรมความปลอดภัยแบบ Zero Trust

  • CSA Cloud Controls Matrix (CCM): มาตรฐานทองคำสำหรับการประเมินและควบคุมความมั่นคงปลอดภัยในสภาพแวดล้อม Cloud Computing

  • ISO 22301 (BCMS): มาตรฐานความต่อเนื่องทางธุรกิจ ที่สถาปัตยกรรมโครงสร้างพื้นฐานต้องสามารถรองรับการกู้คืนเมื่อเกิดภัยพิบัติได้

ปัญหาและอุปสรรคที่องค์กรมักเผชิญ (Why You Need This Service)

หากระบบหลังบ้านของคุณกำลังส่งสัญญาณเหล่านี้ ถึงเวลาแล้วที่ต้องรื้อและวางโครงสร้างใหม่ก่อนที่จะสายเกินไป:

  • ระบบไม่พร้อมโต (Inflexible & Unscalable): เมื่อธุรกิจออกโปรโมชันหรือเปิดตัวแอปพลิเคชันใหม่ ระบบกลับรองรับปริมาณผู้ใช้งานไม่ไหว (Crash) เพราะสถาปัตยกรรมเดิมถึงขีดจำกัด

  • ระบบล่มบ่อย กระทบรายได้ (Downtime is Money): ขาดการทำระบบสำรอง (Redundancy & High Availability) เมื่อเซิร์ฟเวอร์หลักพัง ธุรกิจต้องหยุดชะงัก สูญเสียทั้งรายได้และชื่อเสียง

  • ตกหลุมพรางค่าใช้จ่ายคลาวด์ (Cloud Bill Shock): ย้ายระบบขึ้นคลาวด์แบบไม่มีการทำ Optimization ทำให้เสียค่าใช้จ่ายรายเดือนสูงเกินจริงโดยไม่ได้รับประสิทธิภาพตามที่คาดหวัง

  • หนี้สินทางเทคโนโลยี (Legacy Tech Debt & Vulnerabilities): อุปกรณ์ Network หรือ Server ที่เก่าล้าสมัย ไม่สามารถอัปเดตแพตช์รักษาความปลอดภัยได้ กลายเป็นเป้าหมายชั้นดีของ Ransomware

  • ย้ายขึ้นคลาวด์แต่ลืมเรื่อง Security: การทำ Cloud Migration แบบรีบเร่ง (Lift-and-Shift) โดยไม่ปรับสถาปัตยกรรมความปลอดภัย (Cloud Security Architecture) ทำให้เสี่ยงต่อข้อมูลลูกค้ารั่วไหลสู่สาธารณะ

บริการของเรา ประกอบด้วยอะไรบ้าง? (Our In-Depth IT Infrastructure Services)

บริการของเราเน้นการแก้ปัญหาที่รากฐาน ผสานองค์ความรู้ด้าน System Engineering และ Cybersecurity เข้าด้วยกัน เพื่อส่งมอบโครงสร้างพื้นฐานที่ไร้รอยต่อ

หมวดหมู่บริการ(Service Area) รายละเอียดและมาตรฐานที่อ้างอิงเชิงลึก(In-Depth Details & Frameworks) กิจกรรมหลักและผลลัพธ์ที่ส่งมอบ(Key Activities & Outcomes)

1. การประเมินสถานะโครงสร้างพื้นฐานไอที


(IT Infrastructure Assessment & Gap Analysis)

รายละเอียดเชิงลึก: “คุณไม่สามารถพัฒนาสิ่งที่มองไม่เห็นได้” บริการนี้คือการทำเอกซเรย์ระบบทั้งหมดขององค์กร เพื่อค้นหาคอขวด (Bottlenecks), วิเคราะห์อายุการใช้งานของอุปกรณ์ (Lifecycle & Tech Debt), และประเมินสมรรถนะการทำงาน (Capacity & Performance) เพื่อหาจุดอ่อนที่ซ่อนอยู่

มาตรฐานสากลที่ใช้อ้างอิง:

TOGAF (Technology Architecture Phase): ใช้เป็นกรอบในการวิเคราะห์เทคโนโลยีพื้นฐานให้สอดคล้องกับโครงสร้างธุรกิจ

ITIL 4 Capacity & Performance Management: ประเมินว่าทรัพยากรที่มีอยู่ถูกใช้งานอย่างคุ้มค่าหรือไม่ (Over/Under Provisioned)

ตัวอย่างความสำเร็จ (Use Case): ธุรกิจโรงพยาบาลพบว่าระบบ HIS ช้ามากในช่วงเช้า เราเข้าประเมินเชิงลึกพบว่าปัญหาไม่ได้อยู่ที่ Server แต่เกิดจาก Network Switch รุ่นเก่าที่คอขวด การเปลี่ยนอุปกรณ์เพียงชิ้นเดียวช่วยประหยัดงบซื้อ Server ใหม่ไปได้หลายล้านบาท

🎯 กิจกรรมหลัก:

• สำรวจ Inventory อุปกรณ์เครือข่าย เซิร์ฟเวอร์ และคลาวด์

• วิเคราะห์ประสิทธิภาพและค้นหา Single Point of Failure (SPOF)

📦 ผลลัพธ์ที่ส่งมอบ:

• รายงานสถานะภาพรวม (Current State Assessment Report)

• แผนที่ระบุจุดอ่อนและการจัดลำดับความสำคัญในการแก้ไข (Priority Improvement Areas)

2. การออกแบบสถาปัตยกรรมเครือข่าย


(Secure Network Architecture Design)

รายละเอียดเชิงลึก: การออกแบบระบบเครือข่ายยุคใหม่ต้องก้าวข้ามแค่เรื่อง “การเชื่อมต่อ” แต่ต้องคำนึงถึง “ความปลอดภัยระดับไมโคร” เราให้บริการออกแบบ LAN/WAN, SD-WAN และการทำ Network Segmentation เพื่อจำกัดขอบเขตความเสียหายหากถูกเจาะระบบ

มาตรฐานสากลที่ใช้อ้างอิง:

NIST SP 800-207 (Zero Trust Architecture): ประยุกต์ใช้หลักการ “ห้ามเชื่อใจใคร (Never Trust, Always Verify)” ในการแบ่งส่วนเครือข่ายและจำกัดสิทธิ์การเข้าถึง

ISO/IEC 27001 Annex A.8: มาตรการควบคุมความมั่นคงปลอดภัยของเครือข่าย

ตัวอย่างความสำเร็จ (Use Case): โรงงานผลิตชิ้นส่วนรถยนต์ถูก Ransomware โจมตีจนสายการผลิตหยุดชะงัก เราเข้าไปออกแบบ Network Segmentation ใหม่ แยกวง IT (ออฟฟิศ) ออกจากวง OT (เครื่องจักร) เมื่อเกิดการระบาดซ้ำ มัลแวร์จึงไม่สามารถลุกลามข้ามเครือข่ายได้อีก

🎯 กิจกรรมหลัก:

• ออกแบบโครงสร้างเครือข่ายใหม่ให้มี Redundancy และลดความซับซ้อน

• วางสถาปัตยกรรม Firewall, VPN และ SD-WAN สำหรับการเชื่อมต่อสาขา

📦 ผลลัพธ์ที่ส่งมอบ:

• พิมพ์เขียวสถาปัตยกรรมเครือข่าย (Network Architecture Blueprint)

• คู่มือการตั้งค่าและการจัดทำ Network Diagram ฉบับสมบูรณ์

3. การวางแผนและย้ายระบบขึ้นคลาวด์


(Cloud Migration & Modernization)

รายละเอียดเชิงลึก: เราไม่ได้แค่ช่วยคุณย้ายข้อมูล (Lift-and-Shift) แต่เราช่วย “ออกแบบใหม่ (Re-architect / Re-platform)” เพื่อดึงศักยภาพสูงสุดของ Cloud (AWS, Azure, GCP) มาใช้ ทั้งด้านความยืดหยุ่น (Auto-scaling) และการควบคุมต้นทุน (Cloud FinOps) โดยไม่ทิ้งเรื่อง Security

มาตรฐานสากลที่ใช้อ้างอิง:

Cloud Provider Well-Architected Framework (AWS/Azure/GCP): นำเสาหลัก 6 ประการ (Security, Reliability, Performance, Cost, Operational, Sustainability) มาใช้ออกแบบระบบ

CSA Cloud Controls Matrix (CCM): มาตรฐานทองคำสำหรับการประเมินความปลอดภัยในการใช้บริการ Cloud

ตัวอย่างความสำเร็จ (Use Case): แพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซจ่ายค่า Cloud เดือนละ 5 แสนบาท เราเข้าไปวิเคราะห์สถาปัตยกรรมใหม่ด้วยหลักการ FinOps ปรับลดขนาดเครื่องที่เกินความจำเป็น และเปลี่ยนไปใช้ Serverless บางส่วน ช่วยลดค่าใช้จ่ายลงถึง 40% ในขณะที่ระบบทำงานเร็วขึ้น

🎯 กิจกรรมหลัก:

• ประเมินความพร้อมของแอปพลิเคชัน (Cloud Readiness Assessment)

• ออกแบบสถาปัตยกรรม Hybrid หรือ Multi-Cloud และวางแผนบริหารต้นทุน (Cost Optimization)

📦 ผลลัพธ์ที่ส่งมอบ:

• แผนย้ายระบบขึ้นคลาวด์ (Cloud Migration Plan & Roadmap)

• สถาปัตยกรรมคลาวด์ที่ปลอดภัยและควบคุมต้นทุนได้

4. สถาปัตยกรรมเซิร์ฟเวอร์ ระบบจัดเก็บ และจำลองข้อมูล


(Server, Storage & Virtualization Planning)

รายละเอียดเชิงลึก: ออกแบบโครงสร้างประมวลผลให้คุ้มค่าและทรงพลัง ไม่ว่าจะเป็นสถาปัตยกรรมแบบดั้งเดิม (SAN/NAS), Hyper-Converged Infrastructure (HCI), ไปจนถึงระบบ Virtualization (VMware/Hyper-V) และวางระบบสำรองข้อมูล (Backup) ให้ปลอดภัยจากการถูกจับเรียกค่าไถ่

มาตรฐานสากลที่ใช้อ้างอิง:

ITIL 4 Availability Management: สร้างระบบประมวลผลที่สามารถทำงานได้อย่างต่อเนื่องและมีประสิทธิภาพ

SNIA (Storage Networking Industry Association): มาตรฐานในการออกแบบระบบจัดเก็บข้อมูลให้ปลอดภัยและจัดการง่าย


ตัวอย่างความสำเร็จ (Use Case): สถาบันการเงินต้องการอัปเกรด Data Center เราออกแบบระบบ HCI ที่ผสาน Server และ Storage เข้าด้วยกัน ทำให้ลดพื้นที่ตู้ Rack ลง 50% ลดค่าไฟ และสามารถกู้คืนข้อมูล (Snapshot) ได้ในเวลาไม่กี่นาทีเมื่อมีปัญหา

🎯 กิจกรรมหลัก:

• ออกแบบ Server/Storage Sizing ให้พอดีกับ Workload  และอนาคต

• วางกลยุทธ์การสำรองข้อมูลแบบ Immutable Backup (ลบหรือแก้ไขไม่ได้เพื่อกัน Ransomware)

📦 ผลลัพธ์ที่ส่งมอบ:

• พิมพ์เขียวโครงสร้างเซิร์ฟเวอร์และการจัดเก็บข้อมูล (Compute & Storage Architecture)

• แผนกลยุทธ์การสำรองข้อมูล (Backup Strategy)

5. การบูรณาการความปลอดภัยฝังลึกในโครงสร้าง


(Security by Design Integration)

รายละเอียดเชิงลึก: ความมั่นคงปลอดภัยไม่ควรเป็นแค่ส่วนเสริม (Add-on) แต่ต้องถูกฝังอยู่ในสายเลือดของการออกแบบโครงสร้างตั้งแต่ต้น เราช่วยทำ Server Hardening, ซ่อนพอร์ตที่อันตราย, และประยุกต์ใช้แนวคิด DevSecOps ในการบริหารจัดการ Infrastructure

มาตรฐานสากลที่ใช้อ้างอิง:

CIS Benchmarks (Center for Internet Security): คู่มือมาตรฐานระดับสากลในการปรับแต่งระบบปฏิบัติการ (OS) เซิร์ฟเวอร์ และอุปกรณ์เครือข่ายให้ปลอดภัยสูงสุด (Hardening)

NIST SP 800-53 (Infrastructure Controls): แนวปฏิบัติในการควบคุมความปลอดภัยพื้นฐานของระบบเทคโนโลยีสารสนเทศ

🎯 กิจกรรมหลัก:

• ปรับแต่งและปิดช่องโหว่พื้นฐาน (System Hardening) ระดับ Network ถึง Endpoint

• บูรณาการระบบตรวจจับ (IDS/IPS, WAF, EDR) เข้ากับสถาปัตยกรรมหลัก

📦 ผลลัพธ์ที่ส่งมอบ:

• สถาปัตยกรรมที่มี Security by Design เพื่อลดพื้นที่การโจมตี (Attack Surface)

• คู่มือมาตรฐานการตั้งค่าระบบให้ปลอดภัย (Secure Configuration Baseline)

6. การออกแบบสถาปัตยกรรมความต่อเนื่องและกู้คืนระบบ


(DR & Resilience Architecture Design)

รายละเอียดเชิงลึก: บริการออกแบบสถาปัตยกรรมทางเทคนิค (Technical Design) เพื่อให้มั่นใจว่าศูนย์ข้อมูลสำรอง (DR Site) หรือ Cloud DR สามารถทำงานสลับระบบ (Failover) ได้จริงตามที่ธุรกิจต้องการ และสามารถดึงข้อมูลกลับ (Failback) ได้อย่างสมบูรณ์เมื่อเหตุการณ์ปกติ

มาตรฐานสากลที่ใช้อ้างอิง:

ISO 22301 (Business Continuity): ออกแบบสถาปัตยกรรมให้รองรับข้อกำหนดตามแผนความต่อเนื่องทางธุรกิจ

ITIL 4 IT Service Continuity Management: หลักการจัดการความต่อเนื่องของบริการด้านไอที เพื่อลดความเสี่ยงที่ธุรกิจจะหยุดชะงัก

ตัวอย่างความสำเร็จ (Use Case): องค์กรมีไซต์หลักอยู่ที่กรุงเทพฯ เราออกแบบสถาปัตยกรรม Active-Passive DR ไปยัง Cloud ที่สิงคโปร์ เมื่อเกิดเหตุไฟฟ้าดับวงกว้าง ระบบสามารถสลับไปทำงานบน Cloud อัตโนมัติในเวลาเพียง 15 นาที (RTO) โดยข้อมูลสูญหายแทบเป็นศูนย์ (RPO)

🎯 กิจกรรมหลัก:


• ประเมินและออกแบบกลไกการสลับระบบ (Failover Mechanism) และการทำ Data Replication

• เชื่อมโยงสถาปัตยกรรมไอทีให้ตอบสนองเป้าหมาย RTO/RPO ที่กำหนดในแผน BCP

📦 ผลลัพธ์ที่ส่งมอบ:

• สถาปัตยกรรมการกู้คืนระบบจากภัยพิบัติ (Disaster Recovery Architecture)

• แผนและรายงานผลการทดสอบการสลับระบบ (DR Failover Test Report)

กระบวนการทำงาน (Our Methodology)

เราไม่ได้เพียงแค่ออกแบบบนกระดาษ แต่กระบวนการพัฒนา IT Infrastructure ของเราดำเนินงานอย่างเป็นระบบ ตั้งแต่การลงพื้นที่สำรวจ ออกแบบ วางแผนนำไปใช้ จนถึงการส่งมอบงานและถ่ายทอดเทคโนโลยี

ขั้นตอนที่ กิจกรรมหลักที่ดำเนินการ ผลลัพธ์ที่ส่งมอบ
1. Assessment & Discovery ลงพื้นที่สำรวจ Infrastructure ปัจจุบัน ทบทวนผังเครือข่าย, สเปกเซิร์ฟเวอร์, การใช้งานคลาวด์ และตรวจสอบการตั้งค่าความปลอดภัย เพื่อระบุช่องโหว่และข้อจำกัดของระบบ รายงานสถานะปัจจุบันและช่องว่างการพัฒนา (Current State Report & Gap Analysis)
2. Architecture Design ร่างพิมพ์เขียวของระบบเป้าหมาย (Target State Architecture) ที่ตอบสนองต่อกลยุทธ์ทางธุรกิจและงบประมาณ จัดทำ Network Diagram, Cloud Architecture และ Server Sizing เอกสารการออกแบบสถาปัตยกรรมเป้าหมาย (Target State Architecture Documents)
3. Implementation Planning จัดทำแผนงานนำสถาปัตยกรรมไปติดตั้งจริง (Implementation Plan) แบ่งเป็นระยะ (Phases) กำหนดเส้นตาย, วิธีลดความเสี่ยง (Risk Mitigation), และแผนถอยกลับ (Rollback Plan) แผนที่นำทางและกำหนดการติดตั้ง (Implementation Roadmap)
4. Implementation Support ทำหน้าที่เป็นที่ปรึกษาและควบคุมผู้รับเหมา (Vendor) ให้ติดตั้งและตั้งค่าระบบตาม Architecture ที่เราออกแบบไว้ พร้อมร่วมทดสอบ HA, DR Failover และ Security Control โครงสร้างพื้นฐานที่ติดตั้งและทำงานได้อย่างสมบูรณ์ตามข้อกำหนด (Design Specification)
5. Handover & Documentation ส่งมอบระบบ จัดทำเอกสารอ้างอิงสภาพจริงหลังการติดตั้ง (As-built Documentation) คู่มือปฏิบัติงาน และจัดอบรมถ่ายทอดเทคโนโลยีให้แก่ทีม IT ขององค์กร เอกสารคู่มือระบบครบถ้วน และทีมงานที่พร้อมบริหารจัดการระบบต่อไปได้ด้วยตนเอง

บทสรุปและตัวชี้วัดสำคัญสำหรับผู้บริหาร (Executive Insights & Metrics)

ตัวชี้วัดความสำเร็จที่คณะกรรมการ (Board) และผู้บริหารควรติดตาม:

  • System Availability Rate (Uptime): อัตราความพร้อมใช้งานของระบบสำคัญ เทียบกับข้อตกลงระดับบริการ (SLA) เช่น 99.99%

  • Cloud Cost Optimization Rate: สัดส่วนเปอร์เซ็นต์ของค่าใช้จ่าย Cloud ที่ประหยัดได้ หลังจากการปรับปรุงสถาปัตยกรรม

  • RTO/RPO Achievement Rate: อัตราความสำเร็จในการทดสอบกู้คืนระบบ (Failover Test) ว่าอยู่ในกรอบเวลาที่กำหนดไว้หรือไม่

  • Infrastructure Incident Count: จำนวนเหตุการณ์การหยุดชะงัก หรือความขัดข้องที่เกิดจากความไม่เสถียรของฮาร์ดแวร์/เครือข่าย

  • Security Misconfiguration Count: จำนวนช่องโหว่หรือการตั้งค่าที่ผิดพลาด (Misconfiguration) ที่ถูกตรวจพบและแก้ไขในระหว่างการปรับปรุงระบบ

4 คำถามสำคัญ ที่คณะกรรมการและผู้บริหารควรถามตนเองในวันนี้:

  1. โครงสร้างพื้นฐานไอทีที่คุณใช้อยู่ในปัจจุบัน มีความยืดหยุ่นพอที่จะรองรับแผนการเติบโตทางธุรกิจในอีก 3-5 ปีข้างหน้าหรือไม่?

  2. การที่องค์กรพยายามย้ายระบบขึ้นคลาวด์ (Cloud Migration) มีการวางสถาปัตยกรรมด้าน Security ที่รัดกุม หรือเป็นเพียงการผลักข้อมูลขึ้นไปเก็บไว้เฉยๆ?

  3. ค่าใช้จ่ายด้าน Cloud หรือ Server รายเดือนขององค์กร คุ้มค่าและอยู่ในระดับที่เหมาะสม หรือกำลังเผชิญกับสภาวะ “งบบานปลายโดยไม่จำเป็น”?

  4. หากเกิดเหตุไฟฟ้าดับวงกว้าง หรือระบบหลักถูกโจมตี คุณมีสถาปัตยกรรมสำรอง (DR) ที่ผ่านการทดสอบแล้วว่าสลับระบบใช้งานต่อได้จริงหรือไม่?

📞 วางรากฐานดิจิทัลที่แข็งแกร่ง เพื่ออนาคตที่ไร้ขีดจำกัด

IT Infrastructure ที่มั่นคงคือรากฐานของทุกความสำเร็จทางธุรกิจ บริการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานไอทีของ InventSys ช่วยลบจุดบอด ลดต้นทุนแฝง และสร้างสถาปัตยกรรมที่แข็งแกร่ง ปลอดภัย รองรับการเติบโตของเทคโนโลยีแห่งอนาคต ภายใต้กรอบมาตรฐาน ITIL, ISO 27001 และ Cloud Best Practices ระดับสากล

ติดต่อขอรับใบเสนอราคา (Quotation) หรือข้อเสนอบริการ (Service Proposal)

สำหรับบริการด้าน IT Audit, Cybersecurity, Governance, Risk & Compliance (GRC) หรือประเด็นที่เกี่ยวข้อง:

  • อีเมล: Sale@inventsysgroup.com

  • โทรศัพท์: 06-6036-4426, 080-935-4426

บริการให้คำปรึกษาทางด้านเทคนิค (Technical Expert Consultation)

หากต้องการพูดคุยกับผู้เชี่ยวชาญด้าน IT Audit, Cybersecurity หรือ GRC โดยตรง:

  • อีเมล: Support@inventsysgroup.com

  • โทรศัพท์: 080-935-4426

Scroll to Top